User Login

บริการ

ตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน

บริษัท หลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

บริษัทฯ เป็นตัวแทนสนับสนุนการขาย / รับซื้อคืนหน่วยลงทุน ของบริษัทจัดการกองทุนรวมชั้นนำ จำนวน 18 บลจ. มีกองทุนรวมทุกประเภทมากกว่า 1,000 กองทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกสรรกองทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการลงทุน โดยมีผู้แนะนำ การลงทุนที่มีความรู้ ประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษา และให้บริการที่ดี โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ

ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมที่บริษัทฯเป็นตัวแทนสนับสนุนการขายและ รับซื้อคืนหน่วยลงทุน ประกอบด้วย 18 แห่ง ดังนี้


                                                                                รายชื่อ บลจ.

  1. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด 

2. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด 

3. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด

4. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด

5. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)

  6. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด

  7. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน
  8. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด
 
  9. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด

10. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ฟิลลิป จำกัด

11. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อินโนเทค จำกัด

12. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

13. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

  14. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด

  15. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด
 
  16. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด

  17. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด

  18. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด
 

รู้จักกองทุนรวม

กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ เครื่องมือในการลงทุนที่รวบรวมเงินของนักลงทุน นำมาลงทุนตามนโยบายที่กองทุนรวมนั้นๆ กำหนดไว้ โดยมีผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพช่วยบริหารจัดการเงินของกองทุน เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ได้มีเงินลงทุนมากนัก นักลงทุนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนมากหรือไม่มีเวลาติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดการลงทุน ทั้งยังมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินทรัพย์อื่นๆ

ดังนั้น กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้

การทำความรู้จักประเภทของกองทุนรวมก่อนเริ่มต้นลงทุน เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมสอดคล้องกับแผนการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งไม่ว่านักลงทุนจะลงทุนในกองทุนประเภทใดก็ตาม ควรศึกษาเงื่อนไขการลงทุน นโยบายการลงทุน ระดับความเสี่ยงและผลการดำเนินงานในอดีตให้ละเอียดรอบคอบก่อนเสมอ

ความเสี่ยงระดับที่ 1 กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ

เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องการพักเงินในช่วงที่ผลตอบแทนจากสินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวนสูง

ความเสี่ยงระดับที่ 2 กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี เหมือนกลุ่มแรก แต่อาจมีการลงทุนในต่างประเทศบางส่วน จึงทำให้มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมา แต่โดยปกติกองทุนประเภทนี้มักจะมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้

ความเสี่ยงระดับที่ 3 กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปีขึ้นไป จึงมีความผันผวนมากกว่ากองทุนรวมตลาดเงิน

ความเสี่ยงระดับที่ 4 กองทุนรวมตราสารหนี้
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลัง และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี) และตราสารหนี้ระยะยาว (อายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปี) เหมาะกับนักลงทุนที่ลงทุนได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก คาดหวังผลตอบแทนที่แน่นอน สม่ำเสมอ รวมถึงผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

ความเสี่ยงระดับที่ 5 กองทุนรวมผสม
เป็นกองทุนที่สามารถลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น หรืออื่นๆ ซึ่งสัดส่วนการลงทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง และผู้ที่ไม่มีเวลาในการปรับสัดส่วนกองทุนหรือหุ้น หากตลาดมีความผันผวนมาก

ความเสี่ยงระดับที่ 6 กองทุนรวมตราสารทุน
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกองทุนประเภทนี้หมายความรวมไปถึงกองทุน SSF และ RMF เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงและรับความเสี่ยงได้สูง หรือผู้ที่ชอบการลงทุนในหุ้น แต่ไม่มีเวลาบริหารการลงทุนหรือศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหุ้น

ความเสี่ยงระดับที่ 7 กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น แต่เจาะจงอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นสื่อสาร หุ้นโรงพยาบาล ฯลฯ แต่กองทุนประเภทนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารทุนทั่วไป เนื่องจากมีการลงทุนแบบกระจุกตัว จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และมีความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างดี

ความเสี่ยงระดับที่ 8 กองทุนรวมทางเลือก
เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในทางเลือกอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินทรัพย์พื้นฐาน เช่น ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม แต่อาจต้องศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับทางเลือกนั้นๆ มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีกองทุนบางประเภทที่ไม่สามารถจัดกลุ่มได้อย่างแน่ชัด ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะจัดให้อยู่ในระดับความเสี่ยงเท่าใด โดยขึ้นอยู่กับนโยบายและสัดส่วนการลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ

1. นโยบายการลงทุน : พิจารณาจากนโยบายการลงทุนของกองทุน เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ลงทุนในหุ้นปันผล หรือ ลงทุนในประเทศ เป็นต้น นโยบายการจ่ายเงินปันผล ขนาดของกองทุน มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) เพื่อพิจารณาว่ากองทุนนั้นๆ มีนโยบายการลงทุนเหมาะสมกับรูปแบบการลงทุนของนักลงทุนหรือไม่

2. ระดับความเสี่ยงและคำเตือนที่สำคัญ : กองทุนแต่ละกองทุนมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น กองทุนตราสารเงินมีความเสี่ยงต่ำมาก ขณะที่กองทุนตราสารหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่า กองทุนหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้ ดังนั้น นักลงทุนควรเลือกกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับท่าน/p>

3. เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนรวม : การเปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุน ความผันผวนของผลการดำเนินงานของแต่ละกองทุนควรเปรียบเทียบย้อนหลังในแต่ละช่วงเวลา เช่น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เพื่อพิจารณาความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงานของกองทุนรวม อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยงเนื่องจากผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้บ่งบอกหรือสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะได้ในอนาคต

4. ค่าธรรมเนียม: ผู้ลงทุนควรศึกษาค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุนว่ามีการเก็บในอัตราเท่าใด เช่น ค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหรือสับเปลี่ยน เป็นต้น เนื่องจากแต่ละกองทุนมีการเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน

5. เปรียบเทียบการให้บริการด้านอื่นๆ : เช่น การให้คำแนะนำด้านการลงทุนของผู้แนะนำการลงทุน การให้บริการข้อมูล บทวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง ความสะดวกในการใช้บริการ เป็นต้น

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF) คือ กองทุนรวมที่ส่งเสริมให้เกิดการออมเงินระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณอายุ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินได้และต้องการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาวไว้ใช้ยามเกษียณ ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณมารองรับ

1. ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุน (ปรับเกณฑ์ใหม่เริ่มใช้ปี 2563) โดยกำหนดให้ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี และไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกัน

2. เงินลงทุนเป็นเงินได้ที่เกิดจากการประกอบอาชีพตามมาตรา 40 (1) (2) (6) (7) และ (8) ซึ่งได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง บำนาญ ค่านายหน้า ค่ารับเหมา วิชาชีพอิสระ และค่าลิขสิทธิ์ที่ไม่ได้รับโอนมาทางมรดก เป็นต้น

3. เงินลงทุนขั้นสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ในแต่ละปี (ปรับเกณฑ์ใหม่เริ่มใช้ปี 2563) โดยเมื่อรวมกองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กองทุน SSF หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

4. ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก และขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อผู้ลงทุนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์

5. หน่วยลงทุนของ RMF ไม่สามารถนำไปจำหน่าย จ่าย โอน หรือเป็นหลักประกันของการกู้ยืมใดๆ

6. กรณีซื้อเกินสิทธิ ต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืน RMF เฉพาะส่วนที่เกินสิทธิไปรวมเป็นเงินได้ 40(8) เพื่อเสียภาษี

6.1 ซื้อ RMF ครั้งแรกและยังไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี : ควรขายคืนส่วนที่เกินสิทธิภายในปีเดียวกัน และนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายเพื่อเสียภาษี

6.2 เคยซื้อ RMF และนำไปลดหย่อนภาษีในปีก่อนๆ มาแล้ว : ควรถือส่วนที่เกินสิทธิไว้แล้วขายทีเดียวตอนครบกำหนด คือ อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี เพราะหากขายออกไปทันที จะกลายเป็นขายก่อนครบกำหนดได้ จากนั้นนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายเพื่อเสียภาษี

7. กรณีขายคืนก่อนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ลงทุนต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี จะต้องคืนภาษี 5 ปีย้อนหลังที่ได้รับลดหย่อนไปภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข หากคืนหลังจากนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ได้รับลดหย่อนไป ส่วนกำไรที่ได้จากการขายคืนไม่ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ 40(8) เพื่อเสียภาษีเนื่องจากลงทุนมามากกว่า 5 ปี

8. กรณีขายคืนก่อนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนน้อยกว่า 5 ปี จะต้องคืนภาษีทุกปีที่ได้รับลดหย่อนไปภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข หากคืนหลังจากนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ได้รับลดหย่อนไป นอกจากนี้ยังต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืน RMF ไปรวมเป็นเงินได้ 40(8) เพื่อเสียภาษีด้วย

9. กรณีขายคืนเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ลงทุนน้อยกว่า 5 ปี จะต้องคืนภาษีทุกปีที่ได้รับลดหย่อนไปภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข หากคืนหลังจากนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ได้รับลดหย่อนไป นอกจากนี้ยังต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืน RMF ไปรวมเป็นเงินได้ 40(8) เพื่อเสียภาษีด้วย

กองทุนรวมเพื่อการออม

กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund : SSF) คือ กองทุนเพื่อการออมที่ให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีที่ออกมาใหม่ เพื่อทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ที่สิ้นสุดลงในปี 2562 โดยกองทุนรวม SSF มีผลเริ่มใช้ในปี 2563 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อย และผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานมีการออมระยะยาวมากขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

1. กองทุน SSF สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท

2. ไม่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ และไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

3. กองทุน SSF ให้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ (กองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน, กองทุนการออมแห่งชาติ หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในแต่ละปีภาษี

4. ผู้ซื้อกองทุน SSF สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ก็ต่อเมื่อถือครองมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนใน SSF และนำค่าซื้อมาหักลดหย่อนภาษีได้เป็นระยะเวลา 5 ปี (ปี 2563 - 2567) โดยหลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะพิจารณาอีกที

5. กรณีซื้อเกินสิทธิ

5.1 ซื้อ SSF ครั้งแรกและยังไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี : ควรขายคืนส่วนที่เกินสิทธิภายในปีเดียวกัน และนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายเพื่อเสียภาษี

5.2 เคยซื้อ SSF และนำไปลดหย่อนภาษีในปีก่อนๆ มาแล้ว : ควรถือส่วนที่เกินสิทธิไว้แล้วขายทีเดียวตอนครบกำหนด หากขายออกไปทันที จะกลายเป็นขายก่อนครบกำหนดได้ จากนั้นนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขายเพื่อเสียภาษี

6. กรณีขายคืนก่อนกำหนด (ลงทุนน้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ)

6.1. ซื้อ SSF ครั้งแรกและยังไม่ได้นำไปลดหย่อนภาษี : ต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขาย เพื่อเสียภาษี

6.2 เคยซื้อ SSF และนำไปลดหย่อนภาษีในปีก่อนๆ มาแล้ว : ต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนไปรวมเป็นเงินได้ในปีที่ขาย เพื่อเสียภาษี นอกจากนี้ต้องคืนเงินภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป และจ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของจำนวนเงินภาษีที่ได้รับลดหย่อนตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ได้รับลดหย่อนภาษีจนถึงเดือนที่ยื่นคืนภาษีให้แก่กรมสรรพากร

ติดต่อเรา


บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ฝ่ายสนับสนุนบริหารตัวแทนขาย (Selling Agent Support)
เลขที่ 132  อาคารสินธรทาวเวอร์ 1 ชั้น 3 และทาวเวอร์ 3 ชั้น 18, 20
ถนนวิทยุ  แขวงลุมพินี  เขตปทุมวัน  กรุงเทพฯ 10330

โทรศัพท์ 0-2205-7000 ต่อ 8884 / 8883 / 7018
อีเมล์ : sellingagent@countrygroup.co.th